หน้าแรก / บริการอื่นๆ / 5 ข้อควรรู้ก่อนนำรถเข้าตรวจสภาพ เข้าศูนย์เช็กระยะ
บริการอื่นๆ
5 ข้อควรรู้ก่อนนำรถเข้าตรวจสภาพ เข้าศูนย์เช็กระยะ

5 ข้อควรรู้ก่อนนำรถเข้าตรวจสภาพ เข้าศูนย์เช็กระยะ

 

1. ระยะเวลาที่คุณควรจะนำรถยนต์เข้าเช็คระยะกับศูนย์บริการ หรืออู่ที่คุณวางใจสามารถแบ่งได้ ดังนี้

???? 1- 6 เดือน หรือเมื่อครบ 5,000 กิโลเมตร

ยางรถยนต์ พร้อมกับการตั้งศูนย์ล้อ
ระบบจานเบรคและผ้าเบรคหน้า
น้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์และไส้กรอง จะต้องเปลี่ยนในระยะเวลานี้ อย่าฝืนใช้เลย
???? 6 – 12 เดือน หรือทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร

การสลับยาง และการถ่วงล้อ
ที่ปัดน้ำฝน และที่ฉีดน้ำยาล้างกระจก
ระบบจานเบรก และผ้าเบรก หน้า-หลัง พร้อมตรวจการรั่วซึมของท่อและสายน้ำมันเบรก
ระบบคลัทช์ พร้อมตรวจดูการรั่วซึมของท่อและสายน้ำมันคลัทช์
ระบบช่วงล่าง ควรอัดจารบีเพิ่มเติม
โช๊คอัพ หน้า-หลัง
น้ำมันเครื่องแบบกึ่งสังเคราะห์และไส้กรอง

???? 12–24 เดือน หรือทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร

ควรล้างเครื่องสักครั้ง
น้ำมันเกียร์ ในระบบเกียร์ธรรมดา
สายพานขับ และสายพานเครื่องยนต์
ระบบบังคับเลี้ยว สายพานพวงมาลัยพาวเวอร์
ระบบบังคันชักคันส่ง ลูกหมาก ยางกันฝุ่น
???? 24 เดือนขึ้นไป หรือครบ 40,000 กิโลเมตร

น้ำมันเบรค
น้ำมันคลัทช์
น้ำมันพวงมาลัย
น้ำมันเกียร์ออโต้
น้ำหล่อเย็นเครื่องยนต์

 


2. เมื่อไหร่ควรตรวจสภาพรถ?

นี่ก็เป็นคำถามยอดฮิตอีกเช่นกัน ถ้าคุณเคยครอบครองรถยนต์มาเป็นเวลาเกิน 8 ปี ก็คงจะเป็นเรื่องปกติ ที่รู้อยู่แล้ว เพราะหลังจากใช้รถครบ 7 ปี เราจะต้องทำการตรวจสภาพ

ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 บัญญัติว่า รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก ถึงวันสิ้นสุดอายุภาษีประจำปี (วันครบกำหนดเสียภาษีประจำปี) เช่น หากรถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนปี 2565 (ซื้อรถใหม่) จะต้องมีการตรวจสภาพรถยนต์ในปี 2572 นั่นเอง

 

3. ทำไมต้องตรวจสอบสภาพรถ?

โดยพระราชบัญญัตินี้ต้องมีการตรวจเช็คสภาพรถ เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงส่วนอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบให้รถอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งาน โดยรถต้องตรวจสภาพรถก่อนเสียภาษีประจำปี5. ตรวจสภาพรถ ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?


กรณีที่คุณต้องนำตรวจเช็คสภาพรถที่สถานตรวจสภาพรถเอกชน หรือ ตรอ. ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก หรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกก็ได้ ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้พร้อมจะได้ไม่ต้องเสียเวลา นั่นคือ

เล่มทะเบียนตัวจริง
สำเนาบัตรประชาชนเจ้าของรถ
ในกรณีมอบหมายผู้อื่น จะต้องเพิ่มใบมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนผู้ที่ไปแทน
คุณสามารถนำรถไปตรวจสภาพได้ที่ ตรอ. สำหรับรถส่วนบุคคลที่ไม่สามารถนำไปตรวจกับ ตรอ. ได้ ต้องนำไปตรวจที่หน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น

 


4. เรื่องต้องรู้ก่อนนำรถเข้าตรวจ ตรอ.
กรณีที่รถของคุณมีการดัดแปลงรถสภาพผิดไปจากเดิมที่จดทะเบียนไว้ รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับการถูกโจรกรรมแล้วได้คืน รถที่ขาดต่อภาษีประจำปี (ขาดต่อทะเบียน) เกิน 1 ปี
รถที่เจ้าของได้แจ้งไม่ใช้ชั่วคราว หรือแจ้งไม่ใช้รถตลอดไป มีการเปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ ให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ในสมุดคู่มือทะเบียนรถ เช่น เครื่องยนต์ ลักษณะรถ ชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง
รถที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลขตัวรถหรือเลขเครื่องยนต์ เช่น ไม่ปรากฏตัวเลข ตัวเลขชำรุด หรือมีร่องรอยการแก้ไข ขูด ลบ หรือลบเลือน จนไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ เป็นต้น
รถเก่าที่มีเลขทะเบียนเป็นรุ่นเก่ามาก ๆ ที่เลิกใช้กันไปแล้ว ซึ่งรถคันดังกล่าวต้องเปลี่ยนทะเบียนรถใหม่ เมื่อมีการนำไปเสียภาษีประจำปี

 

5. บางคนไม่นำรถเข้าตรวจระยะเลย และการตรวจเช็คระยะรถจำเป็นหรือไม่?
เมื่อไหร่ควรเช็คระยะ ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันเกียร์เมื่อไหร่ จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างตามที่ศูนย์หรือช่างแนะนำหรือไม่ ขอตอบแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ เลยว่า

การตรวจเช็คระยะจำเป็นมาก เพราะเราจะได้รู้ว่า มีอุปกรณ์ชิ้นไหนชำรุดบ้าง จะได้เปลี่ยนหรือซ่อมได้ทันท่วงที ดีกว่าปล่อยไว้จนอะไหล่เสียหาย ทำให้งบบานปลายได้

ถ้าเป็นรถใหม่ยังมีประกันจากศูนย์แนะนำให้เข้าศูนย์ครับ เพราะทางศูนย์จะเปลี่ยนอะไหล่ให้ใหม่ตามระยะเวลาที่รับประกันในสัญญา

แต่ถ้าประกันศูนย์หมด แนะนำให้ออกมาหาอู่ข้างนอก เพราะราคาถูกกว่า ถ้าช่างแนะนำว่าอะไหล่ส่วนไหนควรเปลี่ยน ตัดสินใจเปลี่ยนเถอะครับ เดี๋ยวจะไปเจอสุภาษิต “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ยิ่งถ้ารถไปเสียข้างทาง ต้องมีค่ารถลากเข้ามาเพิ่มอีกจะยิ่งจุกเอานะ

 

ขอบคุณที่มา : cars24